มาลินีหยิบชุดกระโปรงลายดอกซากุระออกมาใส่ พร้อมมัดผมสูงเพื่อให้ดูเรียบร้อย ครานี้เธอไม่ได้ลงอายไลเนอร์บนขอบตาอีกแล้ว แต่เลือกแต่งหน้าอ่อน ๆ เมื่อสำรวจความเรียบร้อยผ่านบานกระจกที่ติดอยู่ตรงประตูตู้เสื้อผ้าเสร็จ ร่างเล็กบอบบางจึงเดินออกจากห้อง เพื่อเตรียมพาตัวเองไปยังเรือนใหญ่เพื่อช่วยงานคนอื่น ๆ อีกครั้ง
ในระหว่างที่เดินลอดซุ้มดอกไม้ซึ่งเป็นทางเดินเชื่อมไปยังหน้าบ้าน ตากลมสวยเห็นรถหรูเปิดประทุนสีน้ำเงินขับเข้ามาจอดที่มุกหน้าบ้าน โดยในรถมีสองหนุ่มสาวนั่งอยู่และดูเหมือนทั้งคู่คุยเรื่องสนุกเห็นพากันหัวเราะคิกคัก มาลินีหยุดเดินก่อนจะแอบอยู่หลังพุ่มดอกไม้เถาที่เลื้อยขึ้นบนร้าน ทำให้คนในรถไม่เห็นเธอ
ดนุนัยลงมาก่อน แล้วเปิดประตูให้ภาวินี จากนั้นมือข้างที่ไม่ได้ถือถุงกระดาษวางบนเอวบางหลวม ๆ พากันเข้าไปในบ้าน มาลินีมองภาพนั้นแล้วถึงกับเม้มปากแน่นรู้สึกจุกในอก แล้วคำพูดของจิรายุก็ดังขึ้นในหัว ‘น้านิกไม่มีวันรักคนอย่างแกหรอก น้านิกมีแฟนแล้ว’ ใช่เขาไม่มีวันมองเธอเกินเด็กรับใช้ในบ้าน แล้วทำไมในห้องหนังสือดนุนัยถึงกล้าทำ… คิดแล้วก็สูดหายใจเข้าลึกคล้ายเรียกพลังกายพลังใจให้ตัวเอง จากนั้นก็เดินไปอีกทางเพื่อเข้าไปยังหลังบ้านซึ่งติดกับห้องครัว
“มาแล้วเหรอ มาช่วยกันยกกับข้าวไปตั้งโต๊ะ คุณแพรวามาแล้ว” ป้าอบที่กำลังจัดวางเครื่องเคียงใส่จาน หันมาบอกเมื่อเห็นเธอเข้ามาในห้องครัว มาลินีพยักหน้าพร้อมช่วยทุกคนยกต้มยำกุ้งชามใหญ่นำไปตั้งโต๊ะตามคำสั่งผู้เป็นป้า ไม่ถึงสิบนาทีบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าวน่ากินจากฝีมือป้าอบ โดยมีลูกมืออย่างแจ๋วและยุวดีสาวใช้วัยสามสิบต้น ๆ คอยช่วย
การร่วมรับประทานอาหารในเย็นวันนี้ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยสีสันกว่าทุกวัน เพราะมีแขกพิเศษอย่างภาวินีมาร่วมรับประทานอาหาร และเวลานี้ยังคงมีเสียงพูดคุยกันหัวเราะอย่างสนิทสนมดังมาตลอด โดยเฉพาะดารณี
“น้องแพรทานเยอะ ๆ นะ นาน ๆ จะได้กลับมาเมืองไทยที” ดารณีบอกก่อนตักต้มยำกุ้งที่มีตัวกุ้งโต ๆ ลอยเด่นอยู่หน้าน้ำซุปเข้มข้นใส่ถ้วยเล็กแล้วส่งให้แขกคนพิเศษ
“ขอบคุณค่ะพี่ดา” ภาวินีกล่าวขอบคุณพร้อมรับถ้วยต้มยำน้ำข้นมาวางตรงหน้า
ส่วนจิรัตน์ซึ่งนั่งข้างภรรยาเอาแต่กินข้าวอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา ปกติเขาไม่ค่อยพูดอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อนหรือตอนนี้ ต่างจากดารณีในสมัยนั้นดูจะปลื้มอกปลื้มใจลูกสาวนักการทูตคนนี้ไม่น้อย
จิรายุก็เหมือนกับมารดา คอยถามโน่นถามนี่พูดคุยกับแขกของน้าชายตลอด และในระหว่างนี้ก็เบนสายตาไปทางเพื่อนสาวเป็นพัก ๆ วันนี้มาลินีมัดผมหางม้า ปล่อยหน้าม้าแสกข้างน่ารักสมวัย ตอนนี้ยืนอยู่ตรงมุมประตูคอยทำหน้าที่พร้อมสาวใช้คนอื่น ๆ มาลินีที่เห็นว่าจิรายุคอยมองมาที่เธอ หญิงสาวจึงกะพริบตาไล่ให้เขาสนใจอาหารตรงหน้า โดยไม่รู้เลยว่ากิริยาของพวกเธอทั้งสองตกอยู่ในสายตาของคนที่นั่งหัวโต๊ะตลอด
ดนุนัยมองหลานชายที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่รู้สึกขัดหูขัดตาอย่างไรชอบกล แล้วยิ่งเห็นแม่สาวน้อยมีท่าทีเล่นหน้าเล่นตากับจิรายุด้วยแล้ว ใบหน้าคมเข้มยิ่งเคร่งขรึมลงหลายเท่าก่อนจะรีบปรับเป็นปกติ เพราะไม่อยากให้คนอื่นสงสัย
“กับข้าววันนี้อร่อยมากเลยค่ะนิก สงสัยวันหลังคงต้องมาฝากท้องที่นี่บ่อย ๆ แล้วล่ะ” ภาวินีว่าภายหลังจากวางช้อนลง ส่วนคนที่ปั้นหน้านิ่งเรียบเมื่อครู่แย้มริมฝีปากขยายกว้าง “ยินดีเลยครับ”
“มาเลยค่ะน้องแพร อยากทานอะไรพิเศษบอกได้เลยนะคะ ที่นี่แม่ครัวเก่งและทำกับข้าวได้เกือบทุกอย่างโดยเฉพาะอาหารไทย” ดารณีเสริมขึ้นอีกคนด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ค่ะพี่ดา” ภาวินีผงกหัวยิ้ม ก่อนจะหันไปมองป้าอบที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“ขอบคุณป้าอบมากนะคะที่ทำกับข้าวอร่อยต้อนรับแพร”
ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อนหรือตอนนี้ ภาวินีก็เป็นคนที่ใจดีและเป็นกันเองกับทุกคนเสมอ
“ยินดีเลยค่ะคุณแพร” ป้าอบตอบด้วยสีหน้าแช่มชื่น
“มะลิจ้ะเดี๋ยวตามพี่ไปที่ห้องโถงทีนะ พี่ซื้อของมาฝากด้วยน่ะ” ภาวินีย้ายสายตาจากหญิงวัยกลางคนมาหยุดอยู่ที่มาลินี สาวน้อยวัยใส
“ค่ะคุณแพรวา”
“คุณอะไรกัน เรียกพี่แพรก็พอจ้ะ” หญิงสาวบอกอย่างไม่ถือตัว “คนอื่นก็มีเหมือนกันนะจ้ะ” ภาวินีบอกกับสาวใช้อีกสองคน ทั้งแจ๋วกับยุวดีรีบยกมือไหว้ขอบคุณหญิงสาวด้วยอาการกระดี๊กระด๊า
มาลินีตามภาวินีพร้อมทุกคนเข้าไปในห้องโถงหลังจากที่ทุกคนร่วมรับประทานมื้อเย็นเสร็จสรรพ เธอคลานเข้าไปนั่งพื้นสองมือวางบนหน้าขา นั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อย ดนุนัยที่กำลังจะบอกสาวน้อยให้ขึ้นนั่งโซฟา แต่ก็ช้ากว่าผู้เป็นหลานชายที่ตอนนี้ลงไปนั่งกับเธอเป็นที่เรียบร้อย ชายหนุ่มเลยไม่ได้พูดอะไรอีก
“มีแต่ของมะลิหรือครับน้าแพร” จิรายุแกล้งถามพลางกระแซะไหล่บางกับสาวน้อยข้าง ๆ เขายอมรับว่าเห็นเพื่อนตัวเล็กนั่งพื้นคนเดียวแล้วทนดูไม่ได้ จึงได้ลงมานั่งข้างเธอ
ภาวินีถึงกับหัวเราะให้กับความน่ารักของเด็กทั้งสอง เมื่อสี่ปีก่อนหล่อนมาที่นี่บ่อย ๆ จำได้ว่าเด็กทั้งคู่สนิทกันมาก เห็นมาลินีอยู่ที่ไหน ก็จะมีจิรายุอยู่ด้วยราวกับเงาตามตัว
“มีของเจด้วยจ้ะ” บอกแล้วหยิบถุงกระดาษส่งให้หนุ่มหล่อหน้าใส มือยาวรับถุงกระดาษมาพร้อมก้มมองด้วยอาการตื่นเต้น มาลินีมองท่าทางเล่นใหญ่ของเพื่อนชายแล้วแอบหยิกเอวสอบแรง ๆ หากแต่จิรายุกลับไม่สนใจ ชายหนุ่มหยิบหมวกแก็บสีขาวยี่ห้อไนกี้มาสวมใส่โชว์พร้อมหันไปยักคิ้วให้เพื่อนสาว มาลินีเบ้ปากค้อน รู้ว่าความจริงแล้วจิรายุไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น เพราะคนอย่างเขาถ้าอยากได้อะไรก็สามารถซื้อได้ทุกอย่าง ที่สำคัญคือหมวกสีนี้ยี่ห้อนี้จิรายุก็มีแล้ว
“ส่วนนี่เป็นของมะลิจ้ะ” เสียงหวานของภาวินี เรียกให้คนที่เอาแต่มองเพื่อนชายหันมาสบตา ก่อนจะยื่นมือไปรับของจากภาวินีที่ส่งกล่องมาให้ ทันทีที่เห็นกล่องพอจะเดาได้ว่ามันคืออะไร ดวงตากลมโตใต้คิ้วเรียวขยับเบิกกว้าง ขณะที่มือค่อย ๆ บรรจงแกะกล่องของขวัญออก เมื่อเห็นว่าข้างในเป็นอะไร เธอแทบกรีดร้องปากอิ่มอ้าเป็นรูปตัวโอ แต่ก็พยายามสงวนอาการดีใจแทบโลดเต้นไว้ไม่ให้ปล่อยเสียงออกมา
“มะลิเกรงใจพี่แพรจัง กระเป๋าใบนี้คงแพงมาก” กล่าวพลางมือเล็กลูบคลำหนังแท้ของกระเป๋ากุชชี่สีเหลืองอ่อนอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวมันจะถลอก
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกจ้ะ” ภาวินีบอกด้วยรอยยิ้มหวาน แววตาที่มองสาวน้อยเต็มไปด้วยความเมตตาเอ็นดู
“ขอบคุณมากนะคะพี่แพร” สองมือเล็กละจากกระเป๋ายกขึ้นมากลางอกพนมไหว้สาวสวยซึ่งสวยทั้งใบหน้าและจิตใจด้วยความเกรงใจ
“ไม่เป็นไรจ้ะ ส่วนนี่เป็นของป้าอบกับพี่แจ๋วกับอีกคนนะ” ภาวินีส่งถุงสามใบไปให้มาลินี เธอรับไหว้พร้อมขอบคุณแทนสองสาวรุ่นพี่คนที่กำลังจัดเก็บโต๊ะอยู่ในครัว
ดนุนัยที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโซฟา มองสาวน้อยที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วมุมปากขยับเล็กน้อย จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วตอนเขามอบกระเป๋ายี่ห้อดังให้เธอในวันเกิด แม่สาวน้อยก็ยิ้มแก้มแทบฉีกแบบนี้เหมือนกัน แต่เขาไม่ค่อยเห็นเธอนำกระเป๋าใบนั้นมาใช้
“งั้นมะลิขอไปช่วยทุกคนเก็บในครัวก่อนนะคะ” บอกแล้วหันไปสบตากับเจ้าของบ้านที่นั่งไขว่ห้างสบาย แต่เธอเห็นเพียงความนิ่งเรียบในแววตาคมเข้ม มาลินีเม้มปากก่อนจะหันไปไหว้ลาสาวสวยอีกคนแล้วก็เดินออกไปจากห้องโถงซึ่งไม่ใช่ที่ของเธอ จิรายุเองก็ลุกขึ้นไปนั่งโซฟาเช่นเดิม โดยไม่สนใจต่อสายตาคมเข้มของผู้เป็นน้า ที่จับจ้องเขาและมาลินีมาตั้งแต่ต้น
Waiting for the first comment……
Please log in to leave a comment.